วิธีขึ้นเครื่องบิน การเดินทาง ไปต่างประเทศ ครั้งแรกคนเดียวแบบชิลๆ

49

แนะนำ วิธีขึ้นเครื่องบิน เมื่อต้องเดินทาง ไปต่างประเทศ ครั้งแรกคนเดียว จากไทย – ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ต้องทำอย่างไร

ปัจจุบันนี้ การเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก อาจจะวิตกกังวลกันบาง เนื่องจากการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด การใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และอื่นๆ อีกมากมาย หรือการผ่านด่าน ตม. ยิ่งทำให้นักเดินทางมือใหม่ควรรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง จะได้เตรียมตัวกันให้พร้อม

เที่ยวบิน ไทย – ซิดนีย์ ด้วยสายการบินเอมิเรตส์ (Emirates)

 

ขั้นตอน วิธีขึ้นเครื่องบิน ไปต่างประเทศ

วันนี้แซนดี้จะมารีวิวมา ขั้นตอนการขึ้นเครื่องบิน การเดินทางจากไทยไปซิดนีย์ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งขั้นตอนการขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศก็เหมือนกันทุกสนามบินไม่ว่าจะเป็นที่ไทยและสนามบินต่างๆ ทั่วโลก  ดังนี้

1. เตรียมตัวให้พร้อม สิ่งที่จำเป็นที่ต้องเตรียมเอาไว้ให้พร้อมก่อน Check In

  • หนังสือเดินทาง Passport ณ วันที่เดินทางต้องไม่หมดอายุ และยังใช้ได้อย่างน้อยอีก 6 เดือน 
  • ใบ Travel itinerary หรือ E-Ticket ที่สายการบินจะให้เรามาตอนเราจองตั๋ว
  • หมอนรองคอ มันก็จำเป็นอยู่นะถ้าต้องนั่งเครื่องนานๆ จะมานั่งหลับคอหักคอพับก็ยังไงอยู่
  • แลกเงินไว้จากร้านแลกเงินที่ให้เรทดีๆ เพราะที่สนามบินคิดเรทแพงกว่าอยู่หน่อยนะ

สนามบินสุวรรณภูมิ  มีทั้งหมด 4 ชั้น + ชั้นใต้ดิน B

ชั้น 3 ร้านค้าและร้านอาหาร

ชั้น B รถไฟฟ้าเข้าเมือง

สำหรับชั้นใตดิน หรือ ชั้น B นี้ก็มีร้านอาหารเหมือนกัน และยังมีบาร์เล็กๆ ที่ฝรั่งมานั่งดื่มกันชิลๆ อีกด้วย

ร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อ

 

2.  เช็คอินที่เคาร์เตอร์สายบิน

เมื่อไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ  คุณต้องมาถึงก่อนขึ้นเครื่องอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ดังนั้นควรคำนวนเวลาเดินทางออกจากบ้านเผื่อรถติดไว้ด้วยนะ

เราก็มาที่ชั้น 4 ของสนามบิน คือ  ห้องโถงผู้โดยสารขาออก (Departure Hall) คุณสามารถตรวจสอบเที่ยวบิน ด้วยการเช็คดูจอมอนิเตอร์ว่าเที่ยวบินที่เดินทางเมื่อไร  เค้าน์เตอร์เช็คอินตัวอักษรอะไร ซึ่งเที่ยวบินนี้เดินทางไทย – ซิดนีย์ ตัวอักษร T

จุดนี้จะมีเคาร์เตอร์ของสายการบิน Emirates เราก็เข้าคิวต่อแถวที่เคาร์เตอร์ ในวันนี้คนไม่เยอะแถวไม่ยาวโล่งมาก จากนั้นก็ยื่นหนังสือเดินทาง Passport  และ Itinerary (E-ticket) ยืนยันการเดินทาง ระบุบเที่ยวบิน (เราเตรียมที่ปริ๊นมาจากที่บ้าน)

จากนั้นเจ้าหน้าที่สายการบินก็จะจัดการโหลดกระเป๋าใบใหญ่ (น้ำหนักไม่เกิน 30 กิโล) และให้ใบ Boarding Pass เอกสารยืนยันการขึ้นเครื่อง ซึ่งจะหมายเลขประตูทางออกขึ้นเครื่อง Gate และแสดงเลขที่นั่งบนเครื่อง

*คุณสามารถ Check-in ออนไลน์ได้ภายใน 24 ชม. (วิถีการเช็ค Online คลิกที่นี่)

4. จุดตรวจสัมภาระ 

เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปที่จุดตรวจคนเข้าเมือง จะมีการสแกนสัมภาระ ซึ่งที่นี่จะตรวจกระเป๋าถือที่เรานำขึ้นเครื่อง รองเท้า เสื้อผ้า เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยไม่อนุญาติให้นำของเหลว อาวุธและของมีคมขึ้นเครื่อง

จะมีตระกร้าให้วางสัมภาระแยกชิ้น รองเท้า กระเป๋า ถอดเข็มขัด ถ้ามีโน้ตบุ๊ค ให้นำออกจากกระเป๋า กระกร้าพวกนั้นจะเข้าเครื่องสแกน x-ray  ส่วนตัวคนเราก็จะเข้าเครื่องสแกนตัวคน เดินผ่านประตูตรวจจับโลหะ

ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็ว แอบรู้สึกกดดันที่มีคนต่อแถวรอด้านหลัง ถ้าคุณเอาพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก อย่าง โน้ตบุ้ค สายไฟ สายชาร์ต ก็เอาออกจากกระเป๋าไว้ในตระกร้าเลย ภ้าไม่เอาออกจากกระเป๋า เจ้าหน้าที่เรียกตัวตรวจอีกรอบหนึ่งแน่ๆ หลังจากผ่านเครื่องสแกน

5. ตรวจหนังสือเดินทาง

เมื่อสแกนเสร็จ เดินลงบันไดเลื่อนข้างในมาจุดตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) การแยกตรวจหนังสือเดินทางจะแยกตรวจคนไทย และชาวต่างชาติ  ซึ่งเขาจะแบ่งการตรวจหนังสือเดินทางอยู่ 2 แบบ ได้แก่ ประตูตรวจอัตโนมัติ (Automatic Channel) และการตรวจโดยใช้เจ้าหน้าที่  

ทั้งนี้ปัจจุบันเราก็เดินผ่าน Auto Gate ทำให้สะดวก และรวดเร็วมากๆ เพียงแค่ยืน Passport  ไว้ที่เครื่องสแกน เราก็สแกนลายนิ้วมือ และสแกนหน้าเราด้วย โดยต้องถอดแว่น และหมวกด้วยนะจ๊ะ เมื่อตรวจว่าเราและคนใน Passport เป็นคนเดียวกัน ทุกอย่างก็เรียบร้อย

 

เข้าสู่ภายในด้านใน ต้อนรับผู้โดยสารขาเข้าและออก 

เมื่อผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองก็เข้ามาถึงด้านในที่จะไปขึ้นเครื่อง โดยมีประติมากรรม “กวนเกษียรสมุทร” ค่อยต้อนรับผู้โดยสาร

คราวนี้ดูป้ายหา Gate ที่เราจะขึ้นเครื่อง และเดินตามป้ายไปเลย 

 

ภายในทางเดินไปที่ Gate จะเป็น Duty Free ร้านค้า ร้านอาหาร  บูธแลกเงินของธนาคาร สามารถเดินเล่นได้ แต่อย่าเพลินมาก เดี๋ยวไปขึ้นเครื่องไม่ทันนะ

6. ประตูสายการบิน

เมื่อเจอเกท Gate ของเรา ก็รอเวลาเปิดรับผู้โดยสาร ซึ่งพนักงานจะให้ขึ้นเครื่องครึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องออก ก่อนเข้าเกทจะมีเจ้าหน้าที่คอยเช็ค  ตรวจดูใบ Boarding pass กับ พาสปอร์ต แล้วเราก็เข้าไปนั่งรอในเกทด้านใน

 

การเดินทางก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว พนักงานตอนรับหน้าเครื่อง จะถามว่าเรานั่งหมายเลขอะไร แล้วจะบอกแถวที่เรานั่งก็เดินไปหาที่นั่ง เก็บของสัมภาระให้เรียบร้อย

 

 

ระหว่างที่อยู่บนเครื่อง พนักงานจะแจกใบเข้าเมือง เขียนชื่อเรา สายการบินที่เราเดินทางมา พักที่ไหน ฯลฯ และใบศุลกากรให้กรอก (มีรายการสิ่งใดที่เราต้องเสียภาษีหรือไม่ซึ่งปกติแล้วถ้าไปเที่ยวก็จะไม่มี) กรอกให้ลายละเอียด

สำหรับสายการบิน Emirate จะเป็นที่นั่งแบบ 3-4-3 (ติดหน้าต่างซ้าย-กลาง-ติดหน้าต่างขวา) เกากี้ค่อนข้างนั่งสบายทีเดียว ซึ่งทริปนี้โชดดีว่าไม่มีคนนั่งข้างรถ เลยสบายตัวไม่มีคนเบียด เพื่อให้ผู้โดยสารไม่รเบื่อกับการเดินทางก็มีจอทีวีให้ดูภาพยนต์ให้เลือกมากกว่า 100 เรื่อง

 

จอทีวีไม่ใช่ระบบสัมผัส มีรีโมทเป็นตัวเลือกช่อง  ยังมีที่ชาร์ตวำหรับมือถือให้อีกด้วย

จะดูหนังแล้วจะฟังเสียงอย่างไร เขามีหูฟังให้ด้วย โดยที่เสียบก็อยู่ที่ข้างที่วางแขนของเรานั้นเอง

อาหารมีให้สองมื้อสำหรับการเดินทางรอบค่ำ อาหารจะเป็นมื้อค่ำ และอาหารเช้าก่อนเครื่องลง

Emirate จะแจกกระเป๋าฟรี ข้างในมีแปรงสีฟัน ที่ปิดตา อุดหู และถุงเท้าด้วย ซึ่งในแต่โซลของเครื่องบินก็จะได้สีถุงคนละสี เราได้สีเหลือง

 

เมื่อสิ้นสุดการเดินทาง 9 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินนานาชาติ Kingsford Smith Airport

เมื่อเครื่องถึงที่หมาย Sydney ประเทศออสเตรเลีย สนามบิน International Airport   เราเดินออกจากเครื่อง รำลาพนักงานสายการบินที่ดูแลเราตลอดทาง และเดินไปยัง Immigration เพื่อแสตมป์เข้าประเทศพร้อมยื่นใบเข้าเมือง  ขั้นตอนดังนี้

รอบนี้  ได้นั่งรถขนส่งผู้โดยสารของสายการบิน  ปกติตัวเครื่องบินก็จะเชื่อมสะพานงวงช้างที่ต่อกับเครื่องบิน ก็เดินออกจากเครื่องบินแล้วเข้าสู่สนามบินเลย

7. ถึงที่หมาย

7.1 ปัจจุบันมีการ Check In กระเป๋า ออนไลน์ ง่ายและสะดวก เพียงสแกนด้วย Passport จะได้ตั๋วรับกระเป๋ามา

 

7.2 การตรวจคนเข้าเมืองมีแบบ ตรวจด้วยเครื่องสแกนใบหน้าอัตโนมัต เพราะเราได้ตั๋วรับกระเป๋ามา ก็เข้า Auto Gate แต่ทว่าเครื่องดันไม่สามารถระบุหน้าตาเราได้ ทำให้เสียเวลาต้องไปต่อแถว เพื่อตรวจกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขาก็จะถามเรา ตรวจหน้าเรากับ Passport ว่าใบหน้าตรงกันไหม ถามลายละเอียด เช่น มาทำอะไร อยู่นานแค่ไหน

7.3 ต่อไป ก็เดินไปรับกระเป๋าที่สายยพาน โดยดูที่ไฟลท์บอร์ดว่าสายการบินที่เราเดินทางอยู่สายพานที่เท่าไร ซึ่งเราก็ใจร้อน แอบตาลาย เลยถามเจ้าหน้าที่แถวนั้นง่ายกว่าเยอะเลย ซึ่งก็ต้องวิ่ง เพราะสายพานกระเป๋าเราอยู่ไกลมาก

7.4 ด้านสุดท้าย คือ การตรวจกระเป๋า  นำกระเป๋าและสัมภาระทั้งหมด พร้อมกับใบเข้าเมือง ว่าเราเอาสิ่งแปลกปลอมด้วยไหม

*ขอแนะนำว่าการกรอกใบเข้าเมือง ให้ระบุบไปเลยว่ามี  สิ่งของที่ต้องการให้ตรวจ หรืออนุญาติให้ตรวจนั้นเอง เคล็ดลับเลยว่า เจ้าหน้าที่จะไม่ค่อยเข้มกับพวกนี้เท่่าไร แต่ถ้าใครที่ไม่ระบุบว่ามีของต้องสงสัยมักจะโดนจับเปิดกระเป๋า ซึ่งจะเสียเวลามากๆ

ข้อ 1 – 11 เป็นรายการของที่ต้องสำแดงกับเจ้าหน้าที่ สำหรับทริปนี้แซนดี้ เอายาสามัญประจำบ้านมาเยอะ พร้อมกับใบตรวจสุขภาพมาด้วย เลยติ๊กแจ้งว่ามีของต้องตรวจในข้อที่ 1 คะ

ต่อจากนั้นก็เป็นทางที่ตรวจกระเป๋า แต่แซนดี้ไม่โดนตรวจค้น เพราะเราแจ้งสำแดงสัมภาระ เจ้าที่ก็แค่ถาม แต่ก็ไม่เปิดกระเป๋า ซึ่งก็เสร็จเรียบร้อย เดินตรงไปที่ทางออกเลย  ชิลๆ

 

ขอเล่าย้อนนิดหนึ่งถึง
ช่วงเวลาหรรษาระหว่างรอเครื่องบินออก

การเดินเล่นที่ Duty Free เพลิดเพลินแบรนด์สินค้าชั้นนำ เป็นอะไรที่หลายคนสนุกสนามตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลยทีเดียว แหล่งช้อปปิ้งที่ราคาก็จะถูกกว่าถ้าซื้อในเมืองไทย  นี้เป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อยากไปถึงก่อนเวลาเราจะได้เดินเล่น มีสินค้าอะไรบ้างนะ

 

 

 

 

หลังจากสำรวจราคาก็ตัดสินใจเก็บเงินไว้ซื้อของช่วงเดือนธันวาคม หรือ ช่วงคริสมาต์ที่ซิดนีย์ดีกว่า เพราะถ้าสนใจพวกเครื่องสำอาจ ซื้อแล้วได้ราคาลด หรือไม่ก็ได้ของแถมด้วยนะซิ หรือถ้าเป็นน้ำหอมที่ซิดนีน์ก็มีถื่นของถูกกว่าใน Duty Free ซะอีก

 

บทความที่น่าสนใจ

เคล็ดไม่ลับ เดินทางใน Sydney อย่างฉลาด